มาตรา 16 ของพรก. สถานการณ์ฉุกเฉิน เขียนเอาไว้ชัดว่า การกระทำใดๆตาม พรก. ฉบับนี้ไม่อยู่ในบังคับกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ศาลปกครองสูงสุดตัดสินใจถูกแล้วที่ไม่รับพิจารณา และโยนเรื่องให้กับศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อ
ข้อเท็จจริงที่ต้องตั้งไว้เป็นปฐมคือ หน่วยล่วงหน้าของ พธม. จำนวน 85 ราย เข้าบุกยึด NBT เป็นการปฏิบัติการทางทหาร ไม่ใช่การใช้มวลชนกดดัน ดังนั้น พธม. จึงก้าวล้ำเส้นของการชุมนุมโดยสันติและปราศจากอาวุธ ตามกฎหมาย รธน. มาตรา 63
เมื่อการยึดอำนาจล้มเหลว จึงย่อมได้รับสถานภาพกบฏเป็นธรรมดา
รัฐบาลจึงมีสิทธิโดยชอบธรรม ที่จะใช้ พรก. สถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อยุติ ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการปะทะกันของมวลชนสองกลุ่ม ในขณะเดียวกันก็พยายามแยกประชาชนธรรมดาออกจากผู้กระทำผิด และหาหนทางจับกุมหรือดำเนินคดีกับแกนนำพธม. ทั้ง 8 ราย ตามหมายจับ ซึ่งในขณะนี้ถ้าใช้คำพูดตามแกนนำของ พธม. เองก็คือ คนเหล่านี้อยู่ในสถานะ “ผู้ร้ายหนีคดี”
ศาลรัฐธรรมนูญก็จะต้องพิจารณาให้ดีว่าจะมีวินิจฉัยอย่างไร หากประชาชนส่วนหนึ่งมองว่าศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินโดยอคติ ก็จะส่งผลเสียต่อสถาบันตุลาการในระยะยาวเอง
เมื่อยามสงครามรัฐบาลก็มีหน้าที่พิทักษ์ปกป้องประเทศ คงไม่มีศาลที่ไหนเข้ามาก้าวก่ายการประกาศสงครามของรัฐบาล เพราะเสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม หรือเป็นพวกเดียวกับอริราชศัตรู
ฝ่ายกบฏหรือแนวร่วมกบฏก็ดูท่าจะรู้ชะตากรรมของตนเองดี คืนที่ผ่านมา สนธิ ลิ้ม ถึงได้ปราศรัยเรื่องที่ว่าตนเองไม่ใช่กบฏบ้าง รัฐบาลต่างหากที่เป็นกบฏบ้าง ตื่นเช้าขึ้นมาก็ร่ำร้องอยากบวชตลอดชีวิตหลังเหตุการณ์สงบบ้าง แบบนี้ก็คงต้องเรียกว่าเป็นอาการ “ปากกล้าขาสั่น” แบบที่ตนเคยกล่าวหาคนอื่นอยู่เนืองๆ
การยืนกระต่ายขาเดียว ของบรรดาแกนนำ พธม. ที่จะไม่รับการเจรจา ก็เป็นที่คาดเดาได้ เพราะก็เห็นอยู่ก่อนแล้วว่า คุณสมัครจะไม่ยอมเจรจา หรืออีกทางหนึ่งก็คงไม่ไว้ใจคุณประสพสุข ว่าจะทำหน้าที่เป็นคนกลางให้เจรจาได้มากน้อยเพียงไร บรรดาแกนนำ พธม. จึงได้ยื่นข้อเสนอเสียแพงลิบลิ่ว โดยให้คุณสมัครลาออกเสียก่อน แล้วจึงยอมเจรจา
เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าหัวเราะ เพราะตอนนี้ฝ่ายที่ได้เปรียบคือฝ่ายรัฐบาล คนที่จะเป็นผู้ยื่นขอเสนอได้ คือผู้ได้เปรียบ ซึ่งก็คือฝ่ายรัฐบาล ข้อเสนอที่รัฐบาลควรจะยื่นกลับไปก็คือ บรรดาแกนนำ พธม. ทั้ง 8 ที่ตอนนี้กลายเป็น “ผู้ร้ายหนีคดี” ไปแล้วนั่นแหละ ต้องยอมถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเสียก่อน และยอมเลิกการชุมนุม แบบนี้จึงค่อยเริ่มมีการเจรจา
ที่สำคัญคนกลางอย่างคุณประสพสุข ดูไม่ค่อยเหมาะสมกับการทำหน้าที่เป็นคนกลาง หนึ่งเพราะก็มาจากฝ่ายแต่งตั้ง ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ถึงที่สุดแล้วมาจากใครก็รู้ๆ กันอยู่ สองก็เพราะเอาเข้าจริงก็ไม่แน่ใจว่าแกนนำ พธม. จะให้ความเชื่อถือคุณประสพสุขแค่ไหน เพราะที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น คุณสุรยุทธ์ ซึ่งตอนนี้กลับไปเป็นองคมนตรีก็ดี คุณสนธิ บุญรัตนกลินก็ดี คุณอนุพงษ์ ก็ดี แม้แต่ขนาดคุณอาสา สารสิน ราชเลขาธิการ คนเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เคยถูก สนธิ ลิ้ม กล่าวหาให้ร้ายมาแล้วทั้งนั้น
บุคคลที่เหมาะจะเป็นคนกลางในการเจรจา จึงควรเป็นคนที่ สนธิ ลิ้ม ไม่เคยว่ากล่าวแถมยังให้ความเคารพ ซึ่งอยู่แถวๆ บ้านสี่เสานั่นแหละ
อาการร้อนรนที่กลายเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำทางการเมือง ยังออกมาจากฝ่ายค้าน ที่พยายามเดินเกม ให้คุณสมัครยุบสภาบ้าง หาคนกลางมาเจรจาบ้าง ขอให้ยกเลิก พรก. ฉุกเฉินบ้าง
ทางเลือกเป็นที่มาของอำนาจ
เมื่อพิจารณาทางเลือกของ สนธิ ลิ้ม ตอนนี้ก็เห็นจะมีอยู่สองทาง คือลี้ภัยไปต่างประเทศ ไม่เช่นนั้นก็สู้คดีตามกฎหมายและคงถูกจำคุก
ส่วนรัฐบาลมีทางเลือกทั้งบังคับกฎหมายตาม พรก. สถานการณ์ฉุกเฉิน หรือไม่ก็ให้มีการลงประชามติ ไม่เอาสองทางนี้ก็อยู่เฉยๆ ต่อไปก็ได้ ทางเลือกมากแบบกว่ากันมาก ที่สำคัญต้องยึดมั่นนโยบาย “สามไม่” เอาไว้ให้มั่น
ไม่ออก ไม่ยุบ และ ไม่เจรจา