หากพิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันตามรูปแบบของคัมภีร์อี้จิง เห็นจะได้ตรงกับลายลักษณ์ที่ 38 (กุย) ซึ่งมีรูปเป็นไฟลอยอยู่เหนือทะเลสาป ในที่นี้คือความแตกแยก เพราะน้ำกับไฟย่อมไม่อาจรวมกันได้ ตรงกับความขัดแย้งทางความคิดในบ้านเมือง ซึ่งรูปการณ์เช่นนี้ไม่อาจหาญหักเอาด้วยกำลัง เพราะจะยิ่งเกิดความรุนแรง การแก้ปัญหาจึงต้องใช้วิธีค้านทีละขั้นทีละตอน แล้วค่อยๆขยายแนวร่วมออกไปในภายหลัง อย่าไปเปลี่ยนความคิดฝ่ายตรงข้ามในทันที หากแต่จะต้องใช้เวลาค่อยถกเถียง ค่อยให้เหตุผล
เมื่อเทียบกับเคล็ดลับ 36 กลยุทธ์ “กุย” ของอี้จิง ก็ตรงกับกล “คบไกลตีใกล้” อันเป็นกลลำดับที่ 23 สำหรับกลนี้โดยสรุปให้พึงใช้นโยบายกับข้าศึกทใกล้และไกล ที่แตกต่างกัน ผูกมิตรกับรัฐไกล เพื่อเอาชัยต่อรัฐใกล้ ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง
การจำแนกมิตรแยกแยะศัตรูจึงเป็นเรื่องจำเป็น พยายามหาวิธีอย่าให้ศัตรูร่วมมือกัน แยกสลายฝ่ายตรงข้าม แล้วเอาชัยทีละส่วน กินข้าวทีละคำ
ดูท่าว่าคุณสมัครจะใช้กลนี้ตั้งแต่เริ่มเข้ารับตำแหน่ง ดึงพรรคฝ่ายค้านเดิมเข้าร่วมรัฐบาล พยายามดึงทหารมาเป็นพวก แม้แต่พรรคฝ่ายค้านปัจจุบันก็พยายามดึงเข้ามาในระบบ ถกเถียงกันภายใต้รัฐสภา การทำงานร่วมกันมีขัดแย้ง มีความเห็นไม่ลงรอยกันบ้าง ก็พยายามใช้เหตุผลและความอดทน ไม่ผลักมิตรกลับไปเป็นศัตรู
คู่ขัดแย้งหลักกับรัฐบาลตอนนี้ ต้องถือเป็นแกนนำ พธม. ที่แปรเปลี่ยนสถานภาพเป็นกบฏ ไปแล้ว ส่วนมวลชนในพธม. ต้องถือเป็นเพียงประชาชนธรรมดา ที่ไม่ใช่ศัตรูกับรัฐบาล พยายามแยกแยะของดีออกจากของเสีย จำแนกกบฏออกเสียจากประชาชน
ทุกคนมีทรัพยากรจำกัด มีแรงงานจำกัด จึงต้องรวมศูนย์โจมตีไปที่จุดอ่อน ความผิดพลาดทางการเมืองของคู่ขัดแย้งหลัก
จริงอยู่ทุกฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกับการเคลื่อนไหวของ พธม. แต่หากพิจารณาให้ดีจะเห็นความแตกต่างในความคิด เช่นคุณอภิสิทธิ์เอาเข้าจริงก็ไม่เห็นด้วยกับระบบ 70/30 สนับสนุนการต่อสู้ในรัฐสภา นี่เรียกว่าแต่ละฝ่ายต่างยืมมือกัน ใช้ล้มรัฐบาลเพื่อหาประโยชน์ หลังสำเร็จผลจะทะเลาะกันเองหรือเปล่าก็ไม่อาจทราบได้
แต่คุณอภิสิทธิ์ก็ต้องตอบคำถามให้ได้เช่นกันว่า แล้วสถานภาพของคุณสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สส. แบบสัดส่วน ที่เป็น 1 ใน 5 แกนนำ เคลื่อนไหวจนติดอยู่ในข้อหากบฏ กับ 8 แกนนำที่เหลือนั้น มันมีความถูกต้องชอบธรรมอย่างไร แม้กระทั่งตำรวจเองยังไม่สามารถออกหมายจับได้ เพราะคุณสมเกียรติมีเอกสิทธิ์ ส.ส. คุ้มครอง คุณอภิสิทธิ์ไม่สามารถใช้ข้ออ้างว่าไม่สามารถบังคับ ส.ส. ในพรรคได้ เพราะครั้งคุณชัยวัฒน์ สินสุวงศ์ ก็ยังสั่งห้ามเคลื่อนไหวประท้วงได้ หรือเป็นเพราะสถานภาพของคนทั้งสองนั้นต่างกัน คนหนึ่งเป็น ส.ส. แต่อีกคนในเวลานั้นเป็นเพียงสมาชิกพรรคธรรมดา
พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นต้องไปเหนื่อยหาหลักฐานว่า มี ส.ส. พรรคพลังประชาชน อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของ นปช. ในวันที่ 2 กันยายน เพราะตัวคุณสมเกียรติ อยู่กับพธม. อย่างชัดเจนมาตลอด แถมยังมี ส.ส. ของพรรคเข้าไปร่วมชุมนุมกับกลุ่ม พธม. ด้วย ถ้าหากผิดก็ต้องผิดเหมือนกัน ถูกก็ต้องถูกเหมือนกัน แต่นี่ก็ยังเห็นคุณสมเกียรติก็ยังเคลื่อนไหวอะไรได้ตามปกติ แล้วจะให้อธิบายว่าอย่างไร
คุณสมเกียรติจะมาเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเปิดโปงความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลก็ยังพอทำเนา แต่เห็นให้ความรู้ทางกฎหมายที่ผิดๆ ให้กับประชาชนที่มาชุมนุมมาตลอด ก็ให้น่าสมเพชไม่น้อย
เมื่อวานคุณสมเกียรติก็ปราศรัยว่า มาตรา 16 ของ พรก. สถานการณ์ฉุกเฉิน ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ เพราะฟ้องศาลปกครองไม่ได้ เลยแย้งกับ มาตรา 40 ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะทุกคนไปศาลปกครองไม่ได้ นี่แหละเรียกว่าไม่เข้าใจกฎหมาย หรือไม่ก็เขียนกฎหมายเอาบนเวทีปราศรัยนั่นเอง พรก. สถานการณ์ฉุกเฉินถูกออกแบบมาให้รับมือกับสถานการณ์ที่ไม่ปกติ จึงเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนจะต้องสูญเสียเสรีภาพบางประการไปบ้าง เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นให้สงบเรียบร้อยลงได้ พรก.ฉบับนี้ จึงมีห้วงเวลาให้ใช้จำกัด ปกติแล้วก็ไม่เกิน สามเดือนนับจากประกาศ
และสถานการณ์ไม่ปกติก็มีสาเหตุมาจากการที่แกนนำ พธม. ใช้หน่วยล่วงหน้าติดอาวุธเข้ายึด NBT ก้าวข้ามเส้นบางๆ ระหว่างการชุมนุมโดยสันติปราศจากอาวุธ เป็นการยึดอำนาจโค่นล้มรัฐบาลโดยวิธีไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย
ต่อมามีประชาชนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยรวมตัวกัน เพื่อจะไปคัดค้านมวลชน พธม. แล้วเกิดปะทะบาดเจ็บล้มตายกันขึ้น รัฐบาลก็จำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยอ้างอิง พรก. ฉบับนี้ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญทุกประการ
ไม่รู้ข้อกฎหมายแถมยังทำผิดร่วมกับกบฏแบบนี้ ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่จะมีประชาชนส่วนหนึ่งไม่พอใจ เช่นนี้ก็ชอบที่ประชาชนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคนร่วมกันเข้าชื่อ เพื่อยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่ง ส.ส. ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 271 วรรคสาม
เวลานี้หากดูแนวโน้มการต่อสู้ จะออกมาเป็นฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม พยายามจะสร้างความชอบธรรมให้กบฏ เช่นบทความของผู้พิพากษาอาวุโสท่านหนึ่ง ยังเขียนออกมาว่าแกนนำ พธม. ใช้สันติวิธีในการต่อต้านรัฐบาล ชะรอยคงไม่ได้เห็นภาพที่เผยแพร่ออกทางสื่อต่างๆ ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า หน่วยล่วงหน้า 85 คนที่เข้ายึด NBT นั้นกระทำการแบบสันติวิธีและปราศจากอาวุธหรือไม่
โชคดีที่ศาลท่านเห็น ท่านจึงอนุมัติหมายจับ 8 แกนนำ ว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 ซึ่งระบุไว้ชัดว่าผู้ต้องหาใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ จึงมีความผิดฐานเป็นกบฏ ผู้ต้องหาจะสู้คดีตามแนวทางของตนอย่างไร ก็ต้องมอบตัวสู้คดีเช่นเดียวกับ แกนนำสมัชชาคนจน ซึ่งทำผิดเพียงการบุกรุกสถานที่ราชการ ก็ยังเคยต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมมาแล้ว มิใช่หลบเลี่ยงกลายเป็น “ผู้ร้ายหนีคดี” อยู่เช่นนี้
ผู้ที่เขียนให้ความชอบธรรมกับการกระทำของกบฏก็ต้องระวังว่าตนเองจะไม่ผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 85 ถ้าไม่มีใครฟ้องก็แล้วกันไป แต่ถ้ามีใครฟ้องขึ้นมาก็คงต้องเดือดร้อนขึ้นโรงขึ้นศาล
การที่รัฐบาล หรือฝ่ายไม่รีบร้อนที่จะใช้กำลังเข้าจับกุมแกนนำที่ทำความผิดก็เพราะเล็งเห็นอยู่ว่า หากจะทำการรุนแรงก็อาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้งขยายตัว ดังนั้นจึงจะต้องดำเนินการไปด้วยความละมุนละม่อม ดังที่ได้ชี้แจงไว้หลายครั้งแล้ว
ส่วนการที่รัฐบาลจะแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยผ่านช่องทางรัฐสภา ก็ถูกต้องตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 291 หาได้ใช้วิธีนอกกฎหมายแบบ 8 กบฏเสียที่ไหน ส่วนใครจะได้รับประโยชน์อะไรก็ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป แต่ที่แน่แท้ รัฐบาลชุดนี้คงไม่แก้ไขให้กฎหมายมีผลย้อนหลังเหมือน ผู้คนบางกลุ่มกระมัง
อ่านเกมเช่นนี้ ก็มองออกว่าฝ่ายที่กำลังดิ้นสุดตัวนั้นไม่ใช่รัฐบาล แต่เป็นแกนนำ พธม. นั่นแหละ ที่กำลังเสียท่า ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายบ้านเมืองสักวัน ดังนั้นอย่าได้แปลกใจ ที่หลายๆ ฝ่ายที่ทำตัวเป็นแนวร่วมกบฏ พยายามออกมาพูดว่า ประชามติใช้ไม่ได้ ใช้ไม่ทันกาลบ้าง วุฒิสมาชิกแต่งตั้งบางคนถึงกับออกมาเขียนว่า ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 7 เดือน นี่ก็ต้องถามว่าแล้ววุฒิสมาชิกท่านนี้เห็นปัญหาบ้านเมืองเป็นเรื่องเร่งด่วนหรือไม่
รัฐบาลก็เพียงแต่อย่าไปหลงกล ยุบสภาตามคำเสนอที่ดูดี แต่ใช้การไม่ได้ เพราะครั้งก่อนหน้านี้คุณทักษิณก็ยุบสภาเพื่อแก้ปัญหา ก็ไม่เห็นว่าจะแก้ปัญหาอะไรได้ หากแต่ประสบปัญหายิ่งขึ้น
อย่าลืมว่ารัฐบาลยังคงต้องยึดกุม นโยบายสามไม่ คือไม่ออก ไม่ยุบ และไม่เจรจากับกบฏ เอาไว้ให้มั่น
ผู้คนในบ้านเมืองทราบอยู่แล้วว่า วิกฤตการณ์ทางการเมืองไม่ได้สิ้นสุดลงได้ง่าย แต่จำต้องใช้เวลา ส่วนเศรษฐกิจโลกก็ยังไม่ฟื้นด้วยปัญหาทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เห็นได้ว่าพอประกาศ พรก. สถานการณ์ฉุกเฉินออกมา ตลาดหุ้นก็ไม่ได้ตกต่ำอะไรมากมาย เมื่อเทียบกับครั้งมาตรการ 30% ของแบงค์ชาติครั้งนั้นยังดูรุนแรงเสียกว่า โพลของนิด้าก็ยิ่งให้ความชอบธรรมว่าประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุน พรก. สถานการณ์ฉุกเฉิน เวลานี้จึงเหมาะแล้วที่ประเทศไทยจะใช้โอกาสนี้แก้ไขปัญหาการเมืองไปให้สมบูรณ์