๏ โอมสิทธิสรวงศรีแกล้ว แผ้วมฤตยู เอางูเปนแท่น แกว่นกลืนฟ้ากลืนดิน บินเอาครุฑมาขี่ สี่มือถือสังข์จักรคทาธรณี ภีรุอวตาร อสูรแลงลาญทัก ททัคนีจรนายฯ
๏ โอมปรเมศวราย ผายผาหลวงอคร้าว ท้าวเสด็จเหนือวัวเผือก เอาเงือกเกี้ยวข้าง อ้างทัดจันทรเป็นปิ่น ทรงอินทรชฎา สามตาพระแพร่ง แกว่งเพชรกล้า ฆ่าภิฆนจัญไรฯ
๏ โอมชัยชัย ไขโสฬศพรหมญาณ บานเศียรเกล้า เจ้าคลี่บัวทอง ผยองเหนือขุนห่าน ท่านรังก่อดินก่อฟ้า หน้าจตุรทิศ ไทยมิตรดา มหากฤตราไตรอมรรตัยโลเกศ จงตรีศักดิท่าน พิญาณปรมาธิเบศ ไทธเรศสุรสิทธิ์ฯ
นี่เป็นร่ายดั้นของ ลิลิตโองการแช่งน้ำพิพัฒนสัตยา ร่ายสามบทนี้บูชาสามเทพสูงสุดคือ พระวิษณุ พระศิวะ และ พระพรหม
ดั้นบทแรกก็กล่าวถึงพระวิษณุ พระผู้ทรงอภิบาลโลก และดับภัยร้าย ทรงบรรทมเหนือพญาอนันตนาคราชเทว บัลลังก์เหนือเกษียรสมุทร ทรงครุฑเป็นพระราชพาหนะ สี่กรทรง สังข์ จักร คธา และ ธรณี หรือก็คือดอกบัว
ภีรุอาวตาร อสูรแลงลาญทัก ก็คือทรงอวตารลงมาปราบมารที่มีฤทธิ์ เมื่อครั้งที่สามทรงอวตารเป็นหมูป่า หรือวราหาวตาร เพื่อสังหารหิรัณยกษะ กษัตริย์ยักษ์แห่งเมืองมาร เหตุเพราะลักพาแม่พระธรณีไปกักไว้ยังเมืองบาดาล
หิรัณยกศิปุผู้น้องทราบข่าวความตายของผู้เป็นเชษฐา จึงเจ็บแค้นพระวิษณุ สู้อุตส่าห์บำเพ็ญเพียรถวายพลีแด่พระพรหม
พระพรหมเห็นหิรัณยกศิปุบำเพ็ญเพียรถึงขนาดจึงใจอ่อนยอมให้พรแก่หิรัณยกศิปุ ว่าไม่อาจถูกฆ่าตาย ไม่ว่าจากเทพ มนุษย์ หรือสัตว์ร้าย ไม่อาจถูกทำลายจากศาสตราวุธชนิดใด และไม่อาจถูกทำร้าย ณ กาลเทศะไม่ว่าจะเป็น กลางวันหรือกลางคืน ไม่ว่าจะภายในหรือภายนอก ไม่ว่าจะเป็นบนพื้นหรือบนฟ้า
หิรัณยกศิปุ เห็นว่าตนมีฤทธิ์ถึงเพียงนี้จึงออกรบด้วยทัพมัฆวาน หรือสิบสามเทพ เหล่าเทพไม่อาจต่อกรได้เพราะนอกจากพรของพระพรหม หิรัณยกศิปุยังมี หิรัญประเทศ กระบองศักดิ์สิทธิ์ที่ทำจากกิ่งจิตตปาลิ ไม้ใหญ่ประหลาดกลางอสุรภพ
พระอินทร์จึงกราบทูลพระวิษณุให้ลงมาปราบหิรัณยกศิปุ พระวิษณุจึงอวตารองค์ลงมาเป็นครั้งที่สี่ เป็นครึ่งสิงห์ครึ่งมนุษย์ ปรากฎกายออกจากเสาไม้ท้องพระโรงในเมืองมาร ครั้นแล้วจึงลากหิรัณยกศิปุออกมาสังหารเสียด้วยกรงเล็บที่เขตธรณีประตู ในยามโพล้เพล้
พรของพระพรหมจึงไม่อาจคุ้มครองหิรัณยกศิปุ เพราะถูกสังหารด้วย สิ่งที่ไม่ใช่ทั้งคน ไม่ใช่เทพ และไม่ใช่สัตว์ กรงเล็บนั้นก็ไม่ใช่อาวุธ สถานที่ถูกสังหารก็ไม่ใช่ทั้งข้างในและข้างนอก ในยามไม่ใช่กลางวันและไม่ใช่กลางคืน
ที่เล่ามานี้ ก็ชะรอยว่า แกนนำกบฎ 8 + 1 คน ซึ่งมีฤทธิ์มีเดชไม่ต่างอะไรกับหิรัณยกศิปุ เพราะศาลท่านก็ทำอะไรไม่ได้ ตำรวจ ทหารก็ไม่กล้าทำอะไร แต่ตอนนี้ไปชุมนุมกันอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล
แถมยังออกแถลงการณ์ฉบับล่าสุดอธิบายการเมืองใหม่ ลงท้ายทำนองต้องการประกาศศักดาว่า นี่เป็นประกาศจากทำเนียบรัฐบาล
เหตุที่ต้องออกแถลงการณ์ฉบับนี้มา ก็เพราะเริ่มรู้ตัวว่ากำลังเพลี่ยงพล้ำจากการไปประกาศเจตนารมย์สนองความคิดเหล่า “มือที่มองไม่เห็น” ว่าจะขอสำรองอำนาจไว้ร้อยละ 70 ที่เหลือปล่อยให้ประชาชนทั้ง 60 ล้านไปเพียงร้อยละ 30 ก็พอ ครั้นเหล่าแกนนำปราศรัยจนเห็นธาตุแท้เช่นนี้ออกมา ก็ไม่พ้นถูกชยันโตกันไปทั้งประเทศ จึงต้องร้อนตัวออกมาป่าวร้องกัน ที่ว่า 70 – 30 นั้นเป็นเพียงตุ๊กตา ยังปรับเปลี่ยนได้ แต่มาถึงตอนนี้คงหาคนเชื่อยากเสียแล้ว
ไม่ทราบจะล่วงรู้กันหรือไม่ว่าทำเนียบนั้นเดิมมีชื่อว่า “บ้านนรสิงห์” อันเป็นบ้านเดิมของเจ้าพระยารามราฆพ ต่อมารัฐบาลซื้อเอาไว้แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นทำเนียบสามัคคีชัย และทำเนียบรัฐบาลตามลำดับ สถานที่แห่งนี้จึงได้ใช้ไว้เป็นศูนย์กลางบริหารราชการแผ่นดิน และต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองตลอดมา
แกนนำ พธม. เห็นว่าชุมนุมที่สะพานมัฆวานยังกดดันรัฐบาลไม่พอ เมื่อใกล้ถึงเส้นตายจึงต้องระดมคนแล้วเข้ายึดทำเนียบ และ NBT โดยใช้กำลังอาวุธ กลายสถานภาพเป็นกบฎไป
เข้ายึดทำเนียบได้ก็ทำสกปรก เลอะเทอะ แถมยังขัดขืนคำสั่งตุลาการ ก็เริ่มมีอาเพท เกิดฝนตกเป็นลูกเห็บลงทำเนียบกลางกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยอุบัติมาก่อนในรอบ 60 ปี
แกนนำกบฏ ถึงกับต้องนิมนต์พระมาสวด บางคนก็ประกาศว่าจะขอบวชตลอดชีวิต เพื่อล้างอาถรรพ์
ไม่รู้เหตุบังเอิญหรืออย่างไร พธม. เคยชุมนุมในที่ปิด เช่นในหอประชุมธรรมศาสตร์ ในหอวัฒนธรรมที่สวนลุมพินี จนถึงที่เปิดเช่นที่สนามหลวงและมัฆวาน
มาตอนนี้ ต้องกักตัวเองอยู่ในสนามหญ้าหน้าทำเนียบ เป็นที่ปิดก็ไม่เชิง ที่แจ้งก็ไม่ใช่
สถานการณ์จะคล้ายหิรัณยกศิปุ ที่กำลังถูกนรสิงห์ลากไปที่ปากธรณีประตู ยามโพล้เพล้หรือไม่ ก็ไม่กล้าคาดเดา
แต่ตอนนี้ ต้องมองล่วงหน้ากันแล้วว่า “อะไร” ที่จะมาดับฤทธิ์จอมอสูรตนนี้
สำหรับใครที่ห่วงเรื่องคุณสมัครบ่ายนี้ มีข่าวออกมาว่าจะหลุด 5-4 แต่ถ้าไม่หลุดคดี ก็ไม่เห็นจะเป็นไร พรรครัฐบาลก็เตรียมโหวตกลับมาอีก ก็แค่นั้น