เมื่อวานทายผลคดีชิมไปบ่นไปผิด เพราะพอเห็นคำให้การของคุณสมัคร ก็คิดว่าน่าจะพอแก้ข้อกล่าวหาตามมาตรา 267 ได้ ประกอบกับมีข่าวหลุดออกมา แต่พอเห็นตุลาการเริ่มหยิบพจนานุกรมขึ้นมาอ้าง ก็เริ่มเห็นว่า สงสัยคุณสมัครจะไปไม่รอด ลงท้ายก็เป็นจริงตามนั้น ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้คุณสมัครผิดตามมาตรานี้เป็นเอกฉันท์
แต่ในฐานะของประชาชนก็คงต้องมีความเห็นส่วนตัว ที่แตกต่างไปจากข้อคิดเห็นของตุลาการ เพราะดูเหมือนการให้ความหมายของลูกจ้างกว้างไกลไปกว่ากฎหมายคุ้มครองแรงงานหรือตามกฎหมายภาษีอากร กลายเป็นการตีความตามพจนานุกรมว่าหมายรวมถึงผู้รับจ้างทำการงานให้ผู้ว่าจ้างโดยได้รับค่าจ้างด้วย ดูจะขัดกับการพิจารณาคดีของผู้พิพากษาที่ผ่านมาว่า กรณีข้อกฎหมายใดไม่ชัดเจน ก็ควรยกประโยชน์ให้จำเลยไป เพราะการตีความกว้างขวางเช่นนี้ ควรกระทำต่อเมื่อผลเป็นคุณกับจำเลยเท่านั้น เนื่องจากข้อวินิจฉัยของตุลาการไม่ควรมุ่งเอาผิดผู้ใด และหากพิจารณาถึงเจตนารมณ์เบื้องหลังรัฐธรรมนูญที่มองว่าผู้ดำรงตำแหน่งคำนึงถึงประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์สาธารณะ ก็ต้องหาข้อพิสูจน์ให้ได้ว่า การจัดรายการของคุณสมัครนั้นก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและส่วนรวมเช่นไร เป็นการคอรัปชั่นหรือขายชาติมากน้อยเพียงไหน เรื่องนี้ดูคำวินิจฉัยของศาลแล้ว ยังมองไม่เห็นความชัดเจนในข้อนี้
ถึงอย่างนั้นก็คงต้องยอมรับคำวินิจฉัยของศาลท่านด้วยความเคารพ
ข้อวินิจฉัยของศาลยังระบุต่อไปอีกว่า คณะรัฐมนตรีที่เหลือยังต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามมาตรา 181 จนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีใหม่ ซึ่งคณะรัฐมนตรีรักษาการ ก็ควรใช้โอกาสนี้พิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร
ฟังว่าคุณชัยเตรียมเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษ เพื่อเลือกตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เห็นว่าพรรคพลังประชาชนจะเลือกคุณสมัครกลับมาอีก ข้อนี้ก็ชอบแล้ว แต่ควรรอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเรื่องคดีหมิ่นประมาทในวันที่ 25 นี้ออกมาให้เรียบร้อยเสียก่อน เพราะหลังจากได้ตัวนายกรัฐมนตรีแล้วก็ยังต้องเลือกคณะรัฐมนตรี แล้วยังต้องมีการแถลงนโยบาย และจัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดินอะไรอีกจิปาถะ
เกิดคุณสมัครกลับเข้ามา แล้วยังโดนศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผิดหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งจะดูไม่จืด คราวนี้ฟังว่าโทษจำคุก 2 ปีในข้อหาหมิ่นประมาท ศาลอาจไม่รับฎีกา
ระหว่างนี้ คณะรัฐมนตรีชุดรักษาการก็ยังปฏิบัติหน้าที่ไปเรื่อยๆได้ ยังไม่จำต้องรีบร้อนเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพราะตามมาตรา 172 ยังพอมีเวลาอีกถึงสามสิบวัน ระหว่างนี้คุณสมชาย ก็ทดลองฝึกงานในตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีไปพลางๆ รอจนแน่ใจแล้วก็ค่อยเลือกบุคคลที่เหมาะสมขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนถัดไป นี่ก็เรียกว่าปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามระบบ ไม่ต้องไปติดยึดมั่นถือมั่นบุคคลใด
คุณสมัครหรือใครๆที่จะมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ คราวนี้ก็คงต้องสำรวจตรวจสอบตนเองให้ละเอียดอย่ามีจุดอ่อน เพราะก็เห็นอยู่แล้วว่าฝ่ายมือที่มองไม่เห็นเขาเอาจริงมากน้อยเพียงใด นี่เห็นคุณสมัครยังไปเขียนบทความทำอาหารให้นิตยสารประชาทรรศน์ ก็ควรจะหาทางป้องกันเอาไว้เสียเนิ่นๆ ประเดี๋ยวจะถูกตีความว่าเป็นลูกจ้างประชาทรรศน์เข้าอีกจะยิ่งยุ่ง
แต่ข้อเสนอที่คุณสมัครยึดกุมมาตลอด ที่ว่า ไม่ออก ไม่ยุบ และไม่เจรจา บัดนี้ก็แสดงอานุภาพของมันให้เห็นแล้ว ว่าถ้าไม่ใจอ่อนหวั่นไหวไป ใครที่ไหนจะไปทำอะไรได้
ต่อให้มือที่มองไม่เห็นจะขโยกเขย่าอย่างไร ข้อเท็จจริงสำคัญก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง คือพรรคร่วมรัฐบาลยังคงรวมตัวกันอยู่ เพราะเสียงจากพรรคประชาธิปัตย์มีน้อยเกินไป เกิดพรรคชาติไทย หรือพรรคเพื่อแผ่นดินถอนตัวออกไป และดึงพรรคเล็กพรรคน้อยไปร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ได้ รัฐบาลใหม่ก็ไม่มีความมั่นคง ยิ่งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ยังเป็นคนจากพรรคพลังประชาชน ข้อนี้แหละที่ถือเป็นจุดได้เปรียบที่ยังไม่เกิดสุญญากาศอำนาจอย่างชัดเจน
เรื่องที่เกิดขึ้นก็เพียงแต่หมุนเวลาย้อนกลับไปต้นมกราคมเท่านั้น หาได้มีอะไรมากมาย
ไม่ว่าคำตัดสินเมื่อวานจะออกมาอย่างไร สาธุชนทั้งหลายก็ได้รู้เห็นความงามประการหนึ่งที่สำคัญ นั่นคือการที่คุณสมัครไปให้การด้วยตัวเองที่ศาลรัฐธรรมนูญ และวันต่อมาศาลก็มีคำวินิจฉัย และคุณสมัครก็ยอมรับคำตัดสินนั้น
ความหมายอันงดงามที่สำคัญนั้นคือ ประชาชนทุกคนในประเทศนี้ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย
คำถามสำคัญจึงถูกโยนกลับไปยัง กลุ่มกบฎ 8 + 1 คนที่ทำเนียบว่า ถึงเวลาหรือยังที่ควรประพฤติปฏิบัติตัวให้สมกับเป็นประชาชนที่ดีกับเขาบ้าง หากจะกลัวว่าโดนกลั่นแกล้งไม่ให้ประกันตัว ก็คงต้องดูคำวินิจฉัยของศาลที่ท่านปล่อยให้สอง จาก 85 คนในกลุ่ม “นักรบศรีวิชัย” ที่เข้าไปบุกยึด NBT ได้รับประกันตัว ก็ดูจะเป็นข้ออ้างว่าจะโดนกลั่นแกล้งไม่ได้แล้วกระมัง
หรือยังมัวแต่ยึดมั่นใน “ลัทธิอัตตาธิปไตย” ที่ประกาศอยู่ว่า “กูเท่านั้นที่ถูกต้อง” แล้วอ้างกฎหมายแต่เฉพาะกับคนอื่น แต่ยกเว้นให้กับตนและพวกตนอยู่ร่ำไป