หลังจากฝุ่นตลบมาสามสี่วัน ก็ดูท่าทางว่าโผรัฐมนตรีจะเริ่มลงตัว ดูท่าวันสองวันนี้คงนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ รายชื่อรัฐมนตรีถึงกับกระเด็นหลุดออกมาตามหน้าหนังสือพิมพ์ทีเดียว งานนี้ดูเหมือนจะมีรายชื่อคุณชวลิตเข้ามานั่งในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีด้วย ในขณะที่คุณสุชาติอาจได้ขึ้นชั้นในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพราะหลังจากทาบทาง ดอกเตอร์โกร่งแล้วท่านก็ปฏิเสธ คงด้วยเล็งเห็นแล้วว่าอายุรัฐบาลไม่ยาวนาน หรือไม่ก็คงเป็นเพราะเกรงใจคนแถวบ้านสี่เสา
แต่ความจริงคุณสุชาติขึ้นชั้นว่าการคลัง ก็เป็นเรื่องดี เพราะจะว่าไป ดอกเตอร์หนุ่มที่คว้าปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์มาจากสถาบันเดียวกับ ดอกเตอร์ป๋วยที่อังกฤษ ก่อนจะไปเรียนต่อปริญญาเอกที่แคนาดา ก่อนที่จะมาสอนคณะเศรษฐศาสตร์อยู่ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง แล้วยังรับตำแหน่งเป็นบอร์ดใหญ่หลายโครงการ ในช่วงที่คุณทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คุณสุชาติก็น่าจะอยู่เบื้องหลังและให้ข้อคิดแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทีมเศรษฐกิจสมัยคุณทักษิณไม่มากก็น้อย
ถ้าใครเคยได้ยินคุณทักษิณพูดถึงเรื่องทฤษฎีบ่อปลาบ่อยๆ ก็ให้รู้ไว้เถอะว่าคนที่พูดทฤษฎีนี้คนแรกก็คือคุณสุชาติคนนี้แหละ แต่คุณสุชาติก็บอกว่าไม่ได้ออกความคิดเองแต่แรก เพียงแต่ยืมความคิดจากเรื่องทฤษฎีลูกโป่งสามสูบของคุณป๋วยมาอีกชั้นหนึ่ง หลักการก็เทียบว่าเศรษฐกิจก็เหมือนน้ำในบ่อปลา หน้าที่ของรัฐบาลก็เพียงแต่ดูแลไม่ให้น้ำในบ่อมีมากเกินไปหรือน้อยเกินไป เพราะถ้าน้ำน้อยเกินไปปลาจะไม่แข็งแรงเพราะพื้นที่หากินในบ่อแคบ แต่ถ้าน้ำมีมากไปปลาจะอ้วนท้วนสมบูรณ์ไป เปรียบไปก็เหมือนสภาพฟองสบู่ที่เคยแตกในไทย และเดี๋ยวนี้กำลังแตกในสหรัฐฯ จนผู้คนเดือดร้อนกันทั่ว
เห็นอย่างนี้จึงไม่แปลกใจที่คุณสุชาติจะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยด้วย นี่ก็แสดงว่าฝ่ายประชาธิปไตยมองเกมยาวไปสองสามชั้นแล้ว ถ้าเป็นการเล่นหมากฮอร์ส นี่เรียกว่ากำลังขยับหมากเตรียมกินสามต่อทีเดียว ดังนั้นแล้วการที่คุณสุชาติได้ขึ้นชั้นมาเป็นรัฐมนตรีคลัง นี่ก็เท่ากับถือเป็นการเตรียมผ่านด่านทดสอบสำคัญอีกครั้งหลังผ่านการฝึกงานในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยในระยะเวลาสั้นๆ มาแล้ว รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีตำแหน่งอาจไกลได้ถึงนั่งนายกเอาเลยทีเดียว
ก็เป็นเช่นนี้เอง ผู้นำก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ในช่วงต้องรุกรบตกอยู่ในสถานะกดดัน ก็ต้องพึ่งพาคุณสมัครที่มีประสบการณ์ด้านนี้โชกโชน พอคุณสมัครพ้นตำแหน่งไป สถานการณ์เปลี่่ยนแปลง ประชาชนต้องการให้คนในชาติมีความสมานฉันท์ ก็ต้องเลือกผู้นำอีกประเภทขึ้นมารับตำแหน่ง สมมติข้างหน้าสถานการณ์ในอนาคตเปลี่ยนแปลงอีกก็เลือกคนใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับสภาวะในอนาคตขณะนั้นขึ้นมารับตำแหน่งได้ ถึงได้บอกย้ำในหลายครั้งว่าอย่าไปยึดติดกับบุคคลใด ให้มองภาพรวมเป็นสำคัญ
พูดถึงคุณสมัคร ก็ขอพาดพิงไปถึงคุณจารุวรรณเสียนิดหนึ่งว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้คุณสมัครพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็เรียกว่าเป็นไปตามกฎเกณฑ์กติกาในระบอบประชาธิปไตย คุณสมัครท่านก็ยอมรับคำตัดสิน และยุติการทำหน้าที่ในตำแหน่งตามคำตัดสิน
ในขณะที่คุณจารุวรรณ ถ้ายังจำกันได้ วุฒิสมาชิกในขณะนั้นลงความเห็นว่าที่มาไม่ถูกต้อง คุณจารุวรรณก็ไม่ยอมลาออก แต่อ้างว่ายังไม่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ออกจากตำแหน่ง ก็ไม่ทราบว่ามีความละอายมากน้อยแค่ไหน เรื่องพรรณอย่างนี้ถ้ามีความคิดก็คงจะทราบดีว่าควรทำอย่างไร เพื่อรักษาระบบให้เป็นไปตามกติกา และไม่ดึงเบื้องสูงลงต่ำ
พระราชดำรัสเมื่อครั้ง 25 เมษายน ท่านก็ตรัสมาครั้งหนึ่งแล้วว่า การขอพระราชทานมาตรา 7 นั้นไม่ถูกต้อง และไม่เป็นไปตามประชาธิปไตย คนที่ทูลขอมาตรา 7 ก็หน้าแตกไปตามๆ กัน ขนาดคุณอภิสิทธิ์ ยังต้องเลี่ยงบอกไปว่าที่พูดว่าเสนอเรื่องมาตรา 7 หมายถึงให้คุณทักษิณลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการ จะได้ดำเนินการตามมาตรา 7 ให้ถูกต้องได้
นี่ก็ไม่รู้จะเลี่ยงบาลี เบี่ยงประเด็นไปถึงขั้นไหน เพราะหากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีรักษาการลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่จริง ก็มีนักกฎหมายท่านให้ความเห็นเอาไว้ว่า วุฒิสมาชิกในขณะนั้นก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไป นี่ก็ตั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนนอกไม่ได้อยู่ดี
ส่วนคุณจรัญ ในเมื่อปรากฎหลักฐานออกมาเห็นชัดว่าไปสอนหนังสือ ก็ถือว่าอยู่ในสถานะลูกจ้างตามที่ศาลรัฐธรรมนูญ อันมีคุณจรัญเป็นหนึ่งในตุลาการเป็นผู้ตัดสินนั่นแหละ ได้อ้างอิงพจนานุกรมเอาไว้ ทางที่ดีควรรีบลาออกจากตำแหน่งตุลาการไปเสียจะสวยกว่า ให้ใครต่อใครออกมาเลี่ยงบาลีอีกคนแล้วว่า การสอนหนังสือถือเป็นบริการทางวิชาการ
ปัดโธ่! ประเดี๋ยวคุณสมัครให้เหตุผลบ้างว่า การออกรายการชิมไปบ่นไป ก็ให้ความรู้ทางวิชาการทำกับข้าวเหมือนกัน แล้วจะว่าอย่างไร?
ก็บ้านนี้เมืองนี้เป็นเสียอย่างนี้ คนรักษากติกา คุมกฎ พอถึงคราวตนเองก็อ้างโน่นอ้างนี่ ยกสองมาตรฐาน มาตรฐานเข้มก็ใช้กับฝ่ายตรงข้าม พอมาตรฐานผ่อนปรนก็ยกไปใช้กับตนเอง
ฝ่ายพธม. หลังจากพลาดท่าเสียทีครั้งแล้วครั้งเล่า โดนสื่อประท้วงบ้าง คนไม่รับการปกครองอภิชนาธิปไตย 70 – 30 บ้าง ก็ต้องถอยร่นกลับมาขอต่อราคาเป็น 50 – 50 ก็แล้วกัน ทำยังกับเป็นขายปลาทูในตลาดไปได้ นี่แถมสอดใส้มาอีกว่า ความจริงก็เป็นเลือกตั้งทั้งหมดนั่นแหละ เพียงแต่ครึ่งหนึ่งเลือกตั้งโดยตรง อีกครึ่งหนึ่งคัดมาจากกลุ่มวิชาชีพ แล้วค่อยให้ประชาชนเลือกกันอีกที นี่ก็ไม่รู้จะว่ากันอย่างไร ขอถามคำเดียวว่า ไอ้ที่ว่าอีกครึ่งที่คัดมาจากกลุ่มวิชาชีพนั่นน่ะ “ใคร” จะเป็นผู้คัดมา? หวังว่าคงไม่ใช่ “เจ็ดอรหันต์” ที่คัดวุฒิสมาชิกลากตั้งคนเดิมกระมัง
แต่เอาเถอะ อ่านเกมแบบนี้ก็ต้องถือว่า “มือที่มองไม่เห็น” ที่ค้ำยันอยู่เบื้องหลัง พธม. ก็ต้องถือว่าเขาแน่ของเขาอยู่เหมือนกัน ไม่งั้นคงยังไม่สามารถยึดทำเนียบได้นานขนาดนี้ นี่ถ้าเป็นในต่างประเทศ อย่างประเทศฮอลแลนด์ พอฝ่ายประท้วงล้ำเส้นคิดจะยึดอาคาร ที่ไม่ใช่ทำเนียบด้วยซ้ำ รัฐบาลส่งทหารไปโปรยใบปลิวเลยทีเดียว ว่าถ้าไม่ถอยไปภายในสามวัน รับรอง “ได้เห็นดีกัน”
ประเทศไทยเมื่ออีกฝ่ายเขาไม่ธรรมดา ศาลสั่งแล้วก็ไม่ถอย ถูกตั้งข้อหาเป็นกบฏก็ไม่ยอมสู้คดี แถมยังยึดทำเนียบเป็นปราการสำหรับปลูกข้าว ให้อายแขกบ้านแขกเมืองอยู่ได้ และรัฐบาลเลือกวิธีประนีประนอม ก็ต้องรอดูกันต่อไป
ตอนนี้ก็ถือว่าอยู่ในขั้น “ชิงมวลชน” แม้ว่าฝ่าย พธม. จะดูเพลี่ยงพล้ำไปบ้าง แต่เขาก็คงมีไม้เด็ดเตรียมตีโต้กลับเมื่อถึงเวลา ฝ่ายประชาธิปไตยก็ต้องไม่ประมาท หาทางเตรียมรับมือในทุกๆช่องทางล่วงหน้าเอาไว้
ก็ในเมื่อกำลังของสองฝ่ายมันยังพอๆ กันแบบนี้ ก็คงต้อง “คุมเชิง” กันต่อไป