ประชาชนพากันบ่นว่า ความขัดแย้งในสังคมไทยครั้งนี้ยืดเยื้อยาวนาน ความแตกแยกหยั่งรากลึกลงทุกภาคส่วนของสังคม เมื่อปรากฎขบวนการ พธม. ออกมาต้นปี 49 จากการนำประท้วงของสนธิ ลิ้ม ก่อนหน้านั้น แล้วเกิดรัฐประหารขึ้น ลุเข้าปี 51 กำลังหลักของฝ่ายประชาธิปไตย ยังครอบครองอำนาจการบริหารรัฐบาล แต่การต่อสู้ก็ยังไม่สิ้นสุด
การที่ฝ่ายทหารตัดสินใจเข้าทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งก็ครบรอบสองปีไปเมื่อสองวันก่อนหน้านี้นั้น แสดงให้เห็นว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด เพราะเมื่อแรกตั้งใจว่าจะเด็ดขั้วอำนาจของพรรคไทยรักไทย และคุณทักษิณ เช่นเดียวกับที่จะจัดการกับคุณชาติชาย และพรรคชาติไทย
คุณชาติชายเลือกการประนีประนอม ยอมรับอำนาจ รสช. และถอยตนออกจากความขัดแย้งทางการเมือง รอจนคลื่นลมทางการเมืองสงบ เมื่อ รสช. ที่เป็นพวกรุ่นห้า ถูกพฤษภาทมิฬกระเด็นตกออกจากเก้าอี้อำนาจ แล้วจึงกลับเข้าเล่นการเมืองผ่านการตั้งพรรคชาติพัฒนา ในขณะที่พรรคชาติไทยตกเป็นของคุณบรรหารในเวลานั้น
ประชาชนยังจำชื่อเสียงของคุณชาติชายได้ว่าช่วงที่คุณชาติชายบริหารประเทศ เป็นช่วงหนึ่งที่เศรษฐกิจของประเทศมีความรุ่งโรจน์ นโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ช่วยยุติความวุ่นวายในประเทศเพื่อนบ้านได้มากน้อย ฉันใด ประชาชนก็ยังไม่ลืมชื่อเสียงของคุณทักษิณว่าเป็นผู้ฉุดประเทศออกจากหล่มปลักของความพินาศฉิบหายทางเศรษฐกิจ ปลดแอกหนี้ของไอเอ็มเอฟ ริเริ่มนโยบายช่วยเหลือคนยากจนมากมาย และเป็นผู้ริเริ่มปฏิรูประบบราชการเตรียมมุ่งประเทศสู่ความก้าวหน้า ฉันนั้น
มองในแง่นี้ก็เท่ากับว่าประชาชนเห็นว่าคุณทักษิณเป็นทางเลือกที่ดีกว่าคุณชาติชาย เนื่องเพราะคุณทักษิณได้พิสูจน์ตนเองจากผลงานที่ผ่านมาเพียงพอแล้ว จึงให้การสนับสนุนอย่างท่วมท้น และสนับสนุนพรรคการเมืองทุกพรรคที่ประชาชนเชื่อว่ามีความใกล้ชิดกับคุณทักษิณ อานิสงส์นี้จึงส่งผลให้พรรคพลังประชาชนกลับมาผงาดและได้บริหารประเทศอีกครั้ง
ฝ่าย “มือที่มองไม่เห็น” วางกับดัก คูขวาก พงหนามเอาไว้ในการร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เห็นว่าพวกตนยังเสียทีพลังก้าวหน้าอยู่ จึงส่งขบวนการ พธม. ออกมาสร้างความปั่นป่วนทางการเมืองอีกครั้ง คราวนี้ถึงกับกำเริบเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล ที่สุดก็เปิดเผยเจตนารมณ์ของพวกตนออกมาอย่างชัดแจ้ง ว่าต้องการประกาศ “การเมืองใหม่” หรือการเมืองอภิชนาธิปไตย
ที่เรียกว่า การเมืองอภิชนาธิปไตย นี้หมายความว่าอย่างไรเล่า?
ก็หมายความว่าเป็นการเมืองที่ทำเพื่ออภิชน สำหรับอภิชน และโดยอภิชน หาได้ทำเพื่อประชาชนคนชั้นรากหญ้า ที่เป็นคนเดินดินกินข้าวแกง และเป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริง แต่อย่างใดไม่
สัญญาณเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า “มือที่มองไม่เห็น” ที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของขบวน พธม. ทั้งสองครั้ง และยังอยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน จะไม่ยอมยุติบทบาท ความปั่นป่วน ขัดแย้งทางการเมืองย่อมไม่มีที่สิ้นสุด
สถานการณ์เช่นนี้จึงเป็นสงครามที่ยืดเยื้อ ขัดแย้งยาวนาน
ครั้งเกิดความขัดแย้งเช่นนี้ในแผ่นดินจีน เมื่อสมัยสามก๊ก สงครามในสมรภูมิกัวต๋อ ระหว่างกองกำลังฮูโต๋ของ “โจโฉ” และเจ้าแคว้นกิจิ๋ว “อ้วนเสี้ยว” ก็เป็นสงครามติดพันยาวนาน ผลัดกันรุกผลัดกันรับ ผลัดกันได้เปรียบ ผลัดกันเสียเปรียบเช่นกัน
โจโฉมีที่ปรึกษาคนหนึ่งชื่อ “กุยแก” ชื่อรอง “ฟ่งเซี่ยว”
กุยแกเห็นอ้วนเสี้ยวเป็นผู้นำที่ใช้คนไม่เป็น จึงมาเข้าด้วยกับโจโฉด้วยวัยเพียง 27 ปี และก็เป็นกุยแกคนนี้นี่แหละ ที่ชี้ให้โจโฉเห็นความแตกต่างระหว่างข้อดีและข้อเสียของผู้นำทั้งสองฝ่าย 10 ประการ นักวิเคราะห์บางคนมาสรุปเมื่อภายหลังอ่านสามก๊กจบว่ากุยแกก็งั้นๆ เพราะวิจารณ์คนใครก็ทำได้ หรือไม่ก็บอกว่ากุยแกประจบเอาใจโจโฉ
แต่หากพิจารณาสถานการณ์ให้ดี นึกถึงตัวเราเองว่าหากเป็นกุยแกในขณะนั้น อยู่ท่ามกลางสถานการณ์หน้าสิ่งหน้าขวาน กุนซือคนอื่นไม่กล้าวิจารณ์ตรงไปตรงมา แต่กุยแกกลับวิจารณ์ได้อย่างปลอดโปร่งอาจหาญ ก็ต้องนับถือความสามารถเชิงวิเคราะห์คาดการณ์ของเขาไม่น้อย
กล่าวโดยสรุปกุยแกมองว่าโจโฉจะเป็นฝ่ายชนะ ทั้งที่กำลังฝ่ายฮูโต๋ มีน้อยกว่าฝ่ายกิจิ๋วถึง 10 เท่า เป็นเพราะปัจจัย “ผู้นำ” กุยแกสรุปข้อดีข้อด้อยของผู้นำทั้งสองฝ่ายออกมาสิบประการดังต่อไปนี้
” ท่านชนะสิบประการนั้นคือ ท่านมิได้ถือตัว ถึงกระทำการสิ่งใด ถ้าผู้น้อยจะขัดท่านว่าผิดแลชอบ ท่านก็เห็นด้วยประการหนึ่ง น้ำใจท่านโอบอ้อมอารีต่อคนทั้งวง แล้วจะทำการสิ่งใดก็ถือเอารับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้เป็นประมาณ คนทั้งหลายก็ยินดีด้วย ประการหนึ่ง ท่านจะว่ากล่าวสิ่งใดก็สิทธิ์ขาดมีสง่า คนทั้งปวงยำเกรงเป็นอันมากประการหนึ่ง ท่านใจสัตย์ซื่อเลี้ยงทหารโดยยุติธรรม ญาติพี่น้อง ผิดก็ว่ากล่าวมิเข้าด้วยผู้ผิด ประการหนึ่ง ท่านจะคิดทำการส่งใดเห็นเป็นความชอบก็ตั้งใจทำไปจนสำเร็จประการหนึ่ง ท่านจะรักผู้ใดก็รักโดยสุจริตมิได้ล่อลวงประการหนึ่ง ท่านเลี้ยงคนซึ่งอยู่ใกล้กับอยู่ไกล ถ้าดีแล้วเลี้ยงเสมอกันประการหนึ่ง ท่านจะทำการสิ่งใดก็ทำตามขนบธรรมเนียมโบราณประการหนึ่ง ท่านชำนาญกลสงคราม ถึงกำลังข้าศึกมากกว่าท่านก็คิดเอาชนะ ได้สิบประการ
ฝ่ายอ้วนเสี้ยวจะแพ้ท่านสิบประการนั้นคือ อ้วนเสี้ยวเป็นคนถืออิสริยยศ มิได้เอาความคิดผู้ใดประการหนึ่ง อ้วนเสี้ยวเป็นคนหยาบเข้าทำการ โดยโวหารประการหนึ่ง อ้วนเสี้ยวจะว่ากิจการสิ่งใดมิได้สิทธิขาดประการหนึ่ง อ้วนเสี้ยวเห็นแก่ญาติพี่น้องของตัว มิได้ว่ากล่าวตามผิด และชอบประการหนึ่ง อ้วนเสี้ยวจะคิดการสิ่งใดมักกลับเอาดีเป็นร้าย เอาร้ายเป็นดี มิได้เชื่อใจของตัวประการหนึ่ง อ้วนเสี้ยวจะเลี้ยงผู้ใด มิได้ปกติ ต่อหน้าว่ารัก ลับหลังว่าชังประการหนึ่ง อ้วนเสี้ยวมักรักคนชิดซึ่งประสมประสาน ผู้ใดห่างเหินถึงซื่อสัตย์ก็มีใจชังประการหนึ่ง อ้วนเสี้ยวกระทำความผิดต่าง ๆ เพราะฟังคำยุยงประการหนึ่ง อ้วนเสี้ยวจะทำการสิ่งใดเอาแต่อำเภอใจ มิได้ทำตามอย่างธรรมเนียม โบราณประการหนึ่ง อ้วนเสี้ยวมิได้รู้กลศึก แต่มักพอใจทำการศึกล่อลวง จะชนะก็ไม่รู้จะแพ้ก็ไม่รู้ เป็นสิบประการ”
ความจริงพื้นฐานการวิเคราะห์ของกุยแกนี้ ตั้งอยู่บนฐานของความขัดแย้งระหว่างพลังอนุรักษ์นิยม และพลังก้าวหน้า ส่วนใครเป็นตัวแทนของพลังอนุรักษ์นิยม และใครเป็นตัวแทนของพลังก้าวหน้า ในคู่ความขัดแย้งระหว่าง อ้วนเสี้ยว โจโฉนี้ สาธุชนคงทราบได้ด้วยตนเองดีอยู่แล้ว
ความขัดแย้งของประเทศชาติเรา ในปัจจุบันนี้ก็เฉกเช่นเดียวกัน ล้วนตั้งอยู่บนรากฐานของความขัดแย้งระหว่างพลังอนุรักษ์นิยม และพลังก้าวหน้า
ดูผิวเผินพลังก้าวหน้าอาจมีกำลังน้อยกว่า เปรียบเหมือนสงครามในสมรภูมิกัวต๋อ ก็พอนับได้ว่ามีกำลังน้อยกว่าถึงสิบเท่า แต่ที่พลังฝ่ายอนุรักษ์นิยมไม่สามารถเอาชนะได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่นับวันกลับยิ่งถดถอย พลังฝ่ายก้าวหน้าของบรรดาผู้รักประชาธิปไตย ยิ่งมาก็ยิ่งได้เปรียบ ยิ่งมาก็ยิ่งเข้มแข็ง ไม่ว่าจะถูกหักโค่นทำลายลงกี่ครั้ง ก็สามารถยืนหยัด ผงาดกลับมาต่อสู้ได้เข้มแข็งไม่ต่างจากเดิม ย่อมบ่งบอกให้เห็นชัดแล้วว่า ในอนาคตข้างหน้าฝ่ายใดจะเป็นผู้ได้ชัย
สงครามครั้งนี้ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้ประกาศผ่านขบวนการ พธม. แล้วว่าจะเป็น “สงครามครั้งสุดท้าย” เพื่อผลักดันระบอบการปกครองแบบอนุรักษ์นิยมภายใต้มือที่มองไม่เห็น ให้สำเร็จลงให้จงได้
แต่สถานการณ์ครั้งนี้แตกต่างจากสมัยคุณชาติชาย เหตุเพราะประชาชนตื่นตัว และมีจิตสำนึกรับรู้การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง คนรากหญ้าในความเป็นจริงมีการศึกษามากกว่าที่ บรรดาคนในกลุ่มขบวนการ พธม. และเหล่า “มือที่มองไม่เห็น” ปรามาสเอาไว้มากนัก
ด้วยเหตุพื้นฐาน “ความก้าวหน้าของประชาชน” นี้ เฉกเช่นเดียวกับที่กุยแกเคยวินิจฉัยว่าปัจจัย “ผู้นำ” จะเป็นปัจจัยชี้ขาดในสมรภูมิกัวต๋อ
เพราะฉะนั้นนักรบประชาธิปไตยทั้งหลายจึงไม่ต้องลังเลสงสัยในชัยชนะ จงเดินหน้าต่อไปเถิด
เดินหน้าอย่างห้าวหาญ รักษาภารกิจของท่านทั้งหลายไว้ เพราะประชาชนจะเป็นกำลังสนับสนุนให้กับพวกท่าน
เพื่อเอาชนะสงครามครั้งสุดท้าย และรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข