Posted by: shopen | กันยายน 24, 2008

พธม. กำลังทำผิดพลาดซ้ำรอย สุวิทย์ และประชัย ที่ไม่เข้าใจการเมืองใหม่ที่แท้จริง

เห็นโผของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ที่ดูท่าว่านายกรัฐมนตรีคงประสานให้เลขาธิการ ครม. นำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ไปเรียบร้อยแล้ว ก็คงต้องแสดงความเสียใจกับคุณสุวิทย์ ที่คงต้องพลาดตำแหน่งทั้งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โดยผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในโควต้าของพรรคเพื่อแผ่นดินก็น่าจะได้แก่ พลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก

แกนนำตัวจริงเบื้องหลังพรรคเพื่อแผ่นดินมีอยู่สี่กลุ่มด้วยกันคือ “กลุ่มบ้านริมน้ำ” ของคุณสุชาติ ตันเจริญ “กลุ่มปากน้ำ” ของคุณมั่นและคุณวัฒนา “กลุ่มโคราช” ของคุณไพโรจน์ กับคุณระนองรักษ์ และ “กลุ่มวังพญานาค” ของคุณพินิจกับคุณปรีชา คนเหล่านี้ก็ล้วนแต่อยู่อาศัยในบ้านเลขที่ 111 ทั้งนั้น ปากก็ปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับการจัดโผ แต่ของจริงก็คงไม่มีใครเชื่อ

คนในพรรคพลังประชาชนหลายคนคงโมทนาสาธุ ที่คุณสุวิทย์ไม่ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีในครั้งนี้ เพราะเหตุนอกจากขาลอยในพรรค เพราะไม่มีกำลัง ส.ส. ตนเองก็ยังสอบตก แถมในระหว่างช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ก็ไม่ได้รักษามารยาทสมาชิกคณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลคุณสมัครที่ดี เพราะแสดงท่าทางดึงให้พรรคเพื่อแผ่นดินถอนตัวการร่วมรัฐบาลหลายครั้ง ไม่แต่เพียงเท่านั้น เมื่อครั้งที่กำลังเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทนคุณสมัคร ก็แสดงท่าทีจะถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาลอีก เมื่อเป็นเช่นนี้ ถึงแม้จะดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน แต่ก็ไม่ได้เก้าอี้รัฐมนตรี ต้องยกให้รองหัวหน้าพรรคอย่างคุณประชาไปเสีย

กรณีศึกษาของคุณสุวิทย์ เป็นเรื่องน่าสนใจ เนื่องจากถือเป็นนักการเมืองอนาคตไกลคนหนึ่ง เพราะเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคกิจสังคม และเป็นคนต้นคิดเรื่องกองทุนหมู่บ้าน จนกระทั่งย้ายไปอยู่ในพรรคไทยรักไทย

แต่จะด้วยอ่านการเมืองพลาด หรือจะอย่างไรก็ตามคุณสุวิทย์ในฐานที่ไม่ได้ติดบ่วงบ้านเลขที่ 111 ไปด้วย ก็ออกมารับหน้าเสื่อเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน หมายมั่นปั้นมือว่าด้วยชื่อชั้นบารมีที่สะสม คงสามารถนำพาพรรคได้รับเสียงข้างมากและขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้

แต่คุณสุวิทย์ไม่เพียงแต่ไม่สามารถขึ้นถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่คุณสุวิทย์ยังสอบตกอีกด้วย เพราะผลการเลือกตั้งในเขต 3 ที่จังหวัดขอนแก่น ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชนได้รับเลือกตั้งยกเขตทั้งสามคน

มีข่าวออกมาว่า พรรคเพื่อแผ่นดินอยู่ในแผนการสี่ขั้นของ “มือที่มองไม่เห็น” หวังจะแบ่งคะแนนจากพรรคพลังประชาชนในเขตเหนือ – อีสาน แล้วสามารถจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคอื่นและโดดเดี่ยวพรรคพลังประชาชนให้เป็นฝ่ายค้านได้ แต่สิ่งที่คุณสุวิทย์ และบรรดา “มือที่มองไม่เห็น” ไม่ได้ตระหนักก็คือ จิตสำนึกของประชาชนรากหญ้าได้ตื่นตัวขึ้นแล้ว คนเหล่านี้จึงสอนบทเรียนให้กับคุณสุวิทย์ พร้อมทั้งคว่ำแผนการบันไดสี่ขั้นของ บรรดา “มือที่มองไม่เห็น” ไม่เป็นท่า

ในความเป็นจริง “การเมืองใหม่” จึงเริ่มต้นมานานแล้ว ประชาชนเปลี่ยนจากการเลือกตั้งโดยอิงกับ ส.ส. เป็นการอิง “นโยบายพรรค” และ “พรรคการเมือง” ดังนั้น นักการเมือง และ ส.ส. ในยุคใหม่จึงถือเป็นคนกลางในการนำความต้องการของประชาชนไปสื่อสารให้กับพรรค เพื่อให้พรรคปฏิบัติตามนโยบายที่ได้สัญญาไว้กับประชาชน จะเห็นว่าที่ผ่านมา พรรคพลังประชาชนชูคำขวัญที่ง่าย แต่มีพลังคือ “นโยบายใครๆก็เสนอได้ แต่คนที่ทำได้จริงอยู่ในพรรคพลังประชาชน” เพียงเท่านี้ประกอบกับความที่ประชาชนเชื่อว่าคุณทักษิณมีความเชื่อมโยงกับพรรคพลังประชาชน ก็ทำให้พรรคได้กวาดคะแนนเสียงทั่วทั้งเหนือ-อีสาน

“การเมืองใหม่” ที่คุณทักษิณ และพรรคไทยรักไทย ส่งมอบต่อมาเป็นมรดกให้พรรคพลังประชาชน คือการเมืองที่ก้าวข้าม “ตัวแทนนักเลือกตั้ง” สู่การที่ประชาชนเลือก และกำหนด “นโยบาย” เพื่อการพัฒนาประเทศ และความกินดีอยู่ดีของพวกเขา

แต่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย เราจึงยังเห็นการทะเลาะเบาะแว้ง ชิงผลประโยชน์ แย่งเก้าอี้ ดุจดังการเมืองย้อนกลับไปเป็น “การเมืองเก่า” ในสมัยก่อนรัฐธรรมนูญ 2540 ก็ไม่ปาน

มีการใส่ไคล้ว่าพรรคพลังประชาชน ใช้เงินกว้านซื้อเสียง คำตำหนิทำนองนี้ก็เช่นเดียวกัน เป็นการหมิ่นหยามว่าประชาชนโง่ และถูกซื้อได้ แต่ในความเป็นจริง ไม่มีใครพูดถึง “นักการเมืองอนุบาล” อย่างคุณประชัย อดีตหัวหน้าพรรคมัฌชิมาธิปไตยเลย

คุณประชัยอาศัยภาพลักษณ์นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจปิโตรเคมี มีประวัติการศึกษาระดับวิศวกรรมศาสตร์จากเบิร์คเลย์ กวาดนักการเมืองฝ่ายซ้ายที่เคยทำกิจกรรมอย่างเข้มข้นกับกลุ่ม พธม. และอาศัยฐานเสียงของกลุ่มวังน้ำยม ที่เคยยิ่งใหญ่ในพรรคไทยรักไทย ด้วยความพรั่งพร้อมของทุน และนักเลือกตั้ง และในความไม่ประมาทก็ยังไม่ลืมร่างนโยบายที่ดูน่าตื่นตาตื่นใจเอาไว้ด้วย คุณประชัยคิดว่าปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้จะช่วยให้พรรคและตนเองชนะการเลือกตั้ง แต่ผลลัพธ์ก็เป็นเช่นเดียวกับคุณสุวิทย์ คุณประชัยไม่เพียงแต่สอบตก แต่ยังไม่สามารถนำลูกพรรคเข้ามาตามที่ต้องการได้ จนในที่สุดถึงกับต้องเสียการนำพรรคให้กับกลุ่มวังน้ำยมไป

กลุ่ม พธม. และบรรดา “มือที่มองไม่เห็น” ตระหนักถึงความน่ากลัวของ “การเมืองใหม่” เช่นนี้ดี จึงได้ขับเคลื่อนขบวนเพื่อสร้างความปั่นป่วนในช่วงการบริหารประเทศในยุคคุณสมัคร โดยมีเป้าที่ต้องการกำจัดการนำของพรรคพลังประชาชน ที่กลุ่มตนตราหน้าไว้ว่าเป็น “นอมินีของระบอบทักษิณ” และนำเสนอ “การเมืองใหม่” ภาค “ประชาภิวัฒน์”

แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่กลุ่ม พธม. นำเสนอ เป็นเพียง “การเมืองแสนเก่า” ของกลุ่ม “อภิชนาภิวัฒน์” เพราะต้องการดึงการเมืองไทยย้อนกลับไปยังสมัยประชาธิปไตยครึ่งใบ โดยอาศัยข้ออ้างการเคลื่อนไหวภาคประชาชน และการเมืองฝ่ายซ้ายแบบละตินอเมริกาบังหน้า

สิ่งที่พวกเขานำเสนอจึงเป็นเรื่องน่าเวทนา เพราะนำเสนอสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับภววิสัย และไม่ตระหนักในข้อเท็จจริงที่ว่าการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างถึงราก และ “การเมืองใหม่” กำลังดำเนิน และพัฒนาไปอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

สิ่งที่กลุ่ม พธม. ทำ จึงเป็นเพียงการวาดรูปปีศาจของ “ระบอบทักษิณ” ที่ไม่มีตัวตนจริง เพราะสิ่งที่เป็นจริงนั้น เป็นเพียงปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น จากการตัดสินใจของประชาชนในการก้าวข้าม การเมืองแบบตัวแทนแก๊งก๊วนนักเลือกตั้ง และการใช้เงินซื้อเสียง ไปสู่การเมืองใหม่ของประชาชนที่อิงอยู่บนพื้นฐานของนโยบายที่ถูกต้อง และการปฏิบัติได้จริงของพรรคการเมือง

ที่กล่าวหาว่าระบอบทักษิณฉ้อโกงจนประเทศชาติต้องสูญเสียเงินนับเป็นแสนล้านนั้น จึงเป็นข้อกล่าวหาเลื่อนลอย หากแต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือค่าสูญเสียโอกาส และความถดถอยทางเศรษฐกิจของประชาชนในชาติ จากการขับเคลื่่อนของกลุ่ม พธม. และบรรดามือที่มองไม่เห็นเอง ความเสียหายเหล่านี้ มีมูลค่ามหาศาลและไม่น้อยไปกว่าความเสียหายที่เกิดจาก การดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540


Leave a response

Your response:

หมวดหมู่